
เมื่อวันที่ 12 สิงหาคม 2569 ที่ผ่านมา น.ส.รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับการปฏิรูประบบบริหารจัดการกำลังคนภาครัฐ เนื่องจากปัจจุบันงบประมาณรายจ่ายประจำของประเทศอยู่ที่ประมาณ 70% และมีสัดส่วนงบประมาณด้านบุคลากรอยู่ในระดับสูง ขณะที่รัฐบาลยังมีภารกิจสำคัญอีกหลายด้านที่จำเป็นต้องใช้งบประมาณในการขับเคลื่อนประเทศ เวลาและปฏิทิน
ดังนั้น การปฏิรูประบบบริหารจัดการกำลังคนภาครัฐจึงเป็นเรื่องจำเป็น โดยก่อนหน้านี้คณะรัฐมนตรีมีมติแต่งตั้งคณะกรรมการกำหนดเป้าหมายและนโยบายกำลังคนภาครัฐ (คปร.) มีนายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน เพื่อศึกษาและกำหนดแนวทางการปฏิรูประบบบริหารจัดการกำลังคนภาครัฐ ให้สอดคล้องกับนโยบายที่รัฐบาลได้แถลงต่อรัฐสภา
ล่าสุด ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบข้อเสนอของคณะกรรมการฯ โดยมีสาระสำคัญเกี่ยวกับการควบคุมและปรับลดอัตรากำลังข้าราชการ ดังนี้
1. ชะลอการจัดสรรอัตราข้าราชการตั้งใหม่
ให้ชะลอการขอรับการจัดสรรอัตราข้าราชการตั้งใหม่ในทุกกรณี โดยให้ส่วนราชการตรึงอัตรากำลัง บริหารจัดการอัตรากำลังที่มีอยู่ และบรรจุในอัตราว่างเท่าที่จำเป็น ตามผลการสอบแข่งขันหรือคัดเลือกที่ได้ประกาศขึ้นบัญชีไว้แล้ว หรืออยู่ระหว่างดำเนินการสอบแข่งขันหรือคัดเลือก เพื่อควบคุมการเพิ่มกรอบอัตรากำลังในภาพรวม
พร้อมมอบหมายให้คณะอนุกรรมการสามัญประจำกระทรวง (อ.ก.พ. กระทรวง) ดำเนินการพิจารณายุบเลิกกรอบอัตราข้าราชการประเภทวิชาการ ระดับปฏิบัติการ/ชำนาญการ และประเภททั่วไป ระดับปฏิบัติงาน/ชำนาญงาน ที่ไม่มีการเบิกจ่ายงบประมาณตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค. 2567 เป็นต้นมา
ยกเว้นกรณีที่มีการประกาศรับสมัครไว้แล้ว โดยให้รายงานผลการพิจารณายุบเลิกกรอบอัตราดังกล่าวต่อ คปร. ภายในเดือน ธ.ค. 2569
2. ยุบเลิกตำแหน่งที่ว่างจากการเกษียณอายุราชการ
ให้ยุบเลิกตำแหน่งข้าราชการประเภทวิชาการและประเภททั่วไป ซึ่งเป็นอัตราว่างจากผลการเกษียณอายุราชการในปีงบประมาณ 2570 ที่เดิมเคยได้รับการทดแทนด้วยการจ้างงานรูปแบบอื่น เช่น พนักงานราชการ ตามสัดส่วนที่กำหนดไว้ในมาตรการบริหารจัดการกำลังคนภาครัฐ พ.ศ. 2566-2570
โดยจะไม่ทดแทนตำแหน่งดังกล่าวด้วยกรอบพนักงานราชการ ยกเว้นสายงานแพทย์และทันตแพทย์ของสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งจำเป็นต้องใช้สำหรับบรรจุนักศึกษาแพทย์และทันตแพทย์ที่สำเร็จการศึกษา รวมถึงผู้ปฏิบัติงานในเรือนจำ
มาตรการดังกล่าวจะครอบคลุมตั้งแต่ปีงบประมาณ 2571-2575
3. ทยอยยุบตำแหน่งสายงานสนับสนุน 11 สายงาน
ให้ยุบเลิกตำแหน่งในสายงานสนับสนุนที่ไม่มีความจำเป็นต้องใช้รูปแบบการจ้างงานประเภทข้าราชการ เมื่อผู้ดำรงตำแหน่งเกษียณอายุราชการ โดยเริ่มตั้งแต่ปีงบประมาณ 2570 เป็นต้นไป รวม 11 สายงาน ได้แก่
เจ้าพนักงานธุรการ (เฉพาะในราชการบริหารส่วนกลาง)
เจ้าพนักงานเผยแพร่และประชาสัมพันธ์
เจ้าพนักงานสื่อสาร
เจ้าพนักงานโสตทัศนศึกษา
เจ้าพนักงานห้องสมุด
นายช่างขุดลอก
นายช่างพิมพ์
นายช่างภาพ
นายช่างศิลป์
บรรณารักษ์ (ยกเว้นกรณีกรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม)
ผู้ประกาศและรายงานข่าว
ทั้งนี้ เพื่อให้การปรับลดอัตรากำลังในสายงานสนับสนุนเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและไม่กระทบต่อการปฏิบัติราชการ ให้ส่วนราชการทยอยยุบเลิกตำแหน่งเมื่อผู้ดำรงตำแหน่งพ้นจากราชการ และพิจารณาใช้รูปแบบการจ้างงานอื่นที่เหมาะสมมาทดแทน ควบคู่กับการวางแผนและบริหารจัดการกำลังคนในระยะยาว
น.ส.รัชดา กล่าวเพิ่มเติมว่า มติ ครม. ยังให้ทุกส่วนราชการทบทวนบทบาท ภารกิจ และโครงสร้างของหน่วยงานให้สอดคล้องกับอัตรากำลังที่กำหนดตามมาตรการตรึงอัตรากำลัง โดยต้องดำเนินการตามมาตรการปรับโครงสร้างส่วนราชการ และต้องไม่กระทบต่อประสิทธิภาพการทำงานหรือการให้บริการประชาชน
นอกจากนี้ ยังมอบหมายให้สำนักงาน ก.พ. จัดทำข้อเสนอเชิงนโยบายและมาตรการที่เกี่ยวข้อง เช่น มาตรการเกษียณอายุก่อนกำหนด และมาตรการชะลอการกำหนดตำแหน่งเป็นระดับที่สูงขึ้น
ขณะเดียวกัน ให้ส่วนราชการที่รับผิดชอบโดยตรงจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบายในด้านต่าง ๆ อาทิ มาตรการสนับสนุนการจ้างเหมาบริการ การเพิ่มประสิทธิภาพการปฏิบัติงานภาครัฐด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล การปรับปรุงโครงสร้างส่วนราชการและลดความซ้ำซ้อนของหน่วยงานภาครัฐ รวมถึงการปฏิรูประบบเบี้ยหวัดและบำเหน็จบำนาญให้เหมาะสมกับบริบทของประเทศที่เปลี่ยนแปลงไป
น.ส.รัชดา ระบุว่า การปฏิรูประบบบริหารจัดการกำลังคนภาครัฐครั้งนี้ จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารราชการแผ่นดิน และสนับสนุนให้ภาครัฐใช้งบประมาณด้านบุคลากรอย่างคุ้มค่า มีโครงสร้างส่วนราชการและอัตรากำลังที่เหมาะสมกับบทบาทและภารกิจ รวมทั้งนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการปฏิบัติงาน ซึ่งสอดคล้องกับสถานการณ์ของประเทศในปัจจุบัน