
ตู้เย็นมีปุ่มเล็ก ๆ ปรับในช่วงหน้าหนาว ช่วยประหยัดไฟได้มาก นอกจากนี้ยังมีเคล็ดลับเล็ก ๆ น้อย ๆ ในการใช้ตู้เย็นที่ช่วยลดค่าไฟได้อีกมาก
ตู้เย็นในแทบทุกครัวเรือนทำงานตลอด 24 ชั่วโมง ไม่ว่าจะเป็นฤดูหนาวหรือฤดูร้อน เพื่อเก็บและรักษาอาหารให้สดใหม่ ด้วยการทำงานอย่างต่อเนื่องทั้งกลางวันและกลางคืน ตู้เย็นจึงเป็นหนึ่งในเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ใช้พลังงานค่อนข้างมากภายในบ้าน
ตู้เย็นมีปุ่มเล็ก ๆ ปรับช่วงหน้าหนาว ช่วยประหยัดไฟ
ในความเป็นจริง หากรู้จักปรับโหมดการทำงานของตู้เย็นและใช้งานอย่างถูกวิธี ก็สามารถลดการใช้ไฟฟ้าได้มาก พร้อมทั้งช่วยยืดอายุการใช้งานของเครื่องได้อีกด้วย
![]()
แม้จะใช้งานตู้เย็นเป็นประจำ แต่หลายคนไม่รู้ว่าภายในตู้เย็นมีปุ่มเล็ก ๆ ที่สามารถปรับในช่วงหน้าหนาวเพื่อช่วยประหยัดไฟได้ นั่นคือ ปุ่มปรับอุณหภูมิและระดับความเย็น การตั้งอุณหภูมิให้เหมาะสมกับปริมาณอาหารและสภาพอากาศ ถือเป็นอีกวิธีหนึ่งที่ช่วยประหยัดไฟได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ตู้เย็นจะมีการกำหนดระดับอุณหภูมิที่แตกต่างกันในแต่ละช่อง โดยอุณหภูมิที่เหมาะสมสำหรับช่องแช่เย็นอยู่ที่ประมาณ 0-5 องศาเซลเซียส ส่วนช่องแช่แข็งอยู่ที่ประมาณ -18 องศาเซลเซียส
ในช่วงฤดูร้อนหรือเมื่อจำเป็นต้องเก็บอาหารจำนวนมาก สามารถปรับอุณหภูมิไปที่ระดับค่อนข้างสูงหรือต่ำสุดตามการตั้งค่าของแต่ละรุ่นได้ แต่ในช่วงฤดูหนาว เมื่ออุณหภูมิภายนอกลดลง สามารถปรับระดับความเย็นลงมาอยู่ที่ ระดับ 2-3 หรือแม้แต่ระดับ 1 ได้
เมื่อปรับไว้ที่ระดับ 1 อุณหภูมิเฉลี่ยภายในช่องแช่เย็นยังอาจอยู่ในช่วงประมาณ 2-5 องศาเซลเซียส ซึ่งเพียงพอสำหรับการเก็บรักษาอาหาร ขณะเดียวกันก็ช่วยลดการใช้ไฟฟ้าได้ คุณสามารถปรับหลักการเดียวกันกับช่องแช่แข็งได้เช่นกัน
อย่างไรก็ตาม การปรับอุณหภูมิควรพิจารณาตามปริมาณอาหารที่เก็บไว้ในตู้เย็นด้วย หากมีอาหารจำนวนมาก อาจต้องปรับอุณหภูมิให้เย็นขึ้น แต่หากมีอาหารไม่มาก ก็สามารถปรับอุณหภูมิให้สูงขึ้นได้
เคล็ดลับประหยัดไฟสำหรับตู้เย็น
นอกจากการปรับอุณหภูมิแล้ว หากต้องการใช้ตู้เย็นอย่างปลอดภัยและประหยัดไฟในช่วงฤดูหนาว ควรใส่ใจกับเคล็ดลับต่อไปนี้
ไม่ควรวางตู้เย็นชิดผนัง
หากวางตู้เย็นชิดผนังมากเกินไป ความร้อนจากตัวเครื่องจะระบายออกได้ไม่สะดวก และระบบระบายความร้อนด้านหลังตู้ก็มีอากาศถ่ายเทไม่เพียงพอ ส่งผลให้เครื่องต้องทำงานหนักขึ้น ใช้ไฟมากขึ้น และอาจทำให้อุปกรณ์เสื่อมสภาพเร็วขึ้น
ควรวางตู้เย็นให้ห่างจากผนังอย่างน้อย 10 เซนติเมตร และควรตรวจสอบให้แน่ใจว่าตู้เย็นตั้งอยู่ในแนวสมดุล
หากตู้เย็นเอียง ประตูอาจปิดไม่สนิท ส่งผลต่อการรักษาความเย็นและทำให้ใช้พลังงานไฟฟ้ามากขึ้น
ลดการเปิด-ปิดตู้เย็นบ่อย ๆ
เมื่อเปิดและปิดตู้เย็นอย่างต่อเนื่อง ความเย็นภายในจะลดลง ทำให้ระบบทำความเย็นต้องทำงานหนักขึ้นเพื่อรักษาอุณหภูมิ ส่งผลให้สิ้นเปลืองพลังงานมากกว่าเดิม
ดังนั้น ทุกครั้งที่เปิดประตูตู้เย็น ควรเปิดให้เร็วและหยิบหรือเก็บอาหารให้เรียบร้อยในเวลาไม่นาน
นอกจากนี้ หลายคนมีนิสัยปรับระดับความเย็นขึ้นลงบ่อย ๆ ซึ่งอาจทำให้สิ้นเปลืองไฟโดยไม่จำเป็น หากต้องการประหยัดไฟ ควรรักษาอุณหภูมิให้คงที่ให้นานที่สุดเท่าที่เหมาะสม
ตรวจสอบขอบยางประตูเป็นประจำ
หากตู้เย็นใช้ไฟมากกว่าปกติ สาเหตุหนึ่งอาจมาจาก ขอบยางประตูปิดไม่สนิท ทำให้ความเย็นรั่วไหลออกมา ส่งผลให้ระบบทำความเย็นต้องทำงานหนักขึ้น ซึ่งอาจทำให้อายุการใช้งานของเครื่องลดลงและใช้ไฟมากขึ้น
เพื่อป้องกันความเย็นรั่วไหลและช่วยลดค่าไฟ ควรตรวจสอบขอบยางบริเวณประตูตู้เย็นเป็นประจำ และทำความสะอาดตู้เย็นอย่างสม่ำเสมอ รวมถึงเช็ดฝุ่นที่เกาะบริเวณแผงระบายความร้อนด้านหลังหรือด้านนอกของตู้เย็น

สำหรับช่องแช่แข็ง ไม่ควรปล่อยให้น้ำแข็งเกาะหนาจนเกินไป โดยควรละลายน้ำแข็งและทำความสะอาดเมื่อมีน้ำแข็งสะสมมาก
หลีกเลี่ยงการถอดปลั๊กและเปิด-ปิดตู้เย็นบ่อย ๆ
หากต้องการประหยัดไฟ ควรหลีกเลี่ยงการถอดปลั๊กตู้เย็นออกจากแหล่งจ่ายไฟและเปิด-ปิดเครื่องบ่อยครั้ง เพราะทุกครั้งที่เปิดเครื่อง ระบบจะต้องใช้พลังงานเพื่อกลับมาทำความเย็นอีกครั้ง
ในกรณีที่ไม่ได้ใช้งานตู้เย็นเป็นเวลานาน สามารถถอดปลั๊กได้ แต่ควรนำอาหารและสิ่งของทั้งหมดออกจากตู้ ทำความสะอาดและเช็ดให้แห้งสนิท จากนั้นจึงปิดประตูและใช้ผ้าหรือวัสดุคลุมเพื่อป้องกันฝุ่น
ไม่ควรใส่อาหารแน่นตู้เกินไป
การใส่อาหารจำนวนมากเกินไปจะทำให้อากาศเย็นหมุนเวียนได้ไม่สะดวก ตู้เย็นจึงต้องทำงานหนักขึ้น ส่งผลให้ใช้ไฟมากขึ้นและอาจทำให้อุปกรณ์เสื่อมสภาพเร็วขึ้น
ดังนั้น ควรซื้อและเก็บอาหารในปริมาณที่เหมาะสมกับการบริโภค เพื่อให้อากาศเย็นสามารถไหลเวียนได้ทั่วถึง ช่วยให้อาหารได้รับการเก็บรักษาอย่างเหมาะสม และควบคุมการใช้ไฟฟ้าให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม
